อะไรมีผลต่อการซื้อผ้าไหมของชาวต่างชาติ

การท่องเที่ยวถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆในแต่ละปี โดยพบนักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายส่วนหนึ่งเพื่อซื้อของที่ระลึกไม่น้อยทีเดียวในแต่ละปี ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต และร้านค้าผู้จำหน่าย


สินค้าด้านสิ่งทอก็เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่มีการเลือกซื้อจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากไหม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่ม และของชำร่วยต่างๆ แต่ทั้งนี้ ก็มีเพียงผลิตภัณฑ์บางชนิดที่เป็นที่นิยม และมีบางชนิดที่ไม่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติเช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาของนักวิจัย พบมีปัจจัยหลายด้านที่มีผลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยของชาวต่างชาติ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1. ราคาสินค้า  พบมีผลมากที่สุดในการตัดสินใจ ภายใต้ลักษณะของคุณภาพผลิตภัณฑ์ นั่นหมายความว่าถึงแม้ราคาสินค้าจะสูงแต่นักท่องเที่ยวก็สามารถตัดสินใจเลือกซื้อหากมีคุณภาพสินค้าที่ดีพอ ต่างกับคุณภาพสินค้าไม่ดีพอแต่มีราคาสูงมักจะขายไม่ออกตามมา

2. คุณภาพสินค้า ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดควบคู่ไปกับราคาสินค้า ซึ่งชาวต่างชาติมักพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ โดยพิจารณาในด้านต่างๆ ได้แก่
   - ความปราณีต ที่สามารถสังเกตุได้ลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตา และการสัมผัส ถือเป็นจุดที่ไม่สามารถปิดบังได้
   - ความคงทน ลักษณะนี้อาจเป็นที่สังเกตุยาก แต่หากเมื่อนักท่องเที่ยวซื้อไปแล้วมีการใช้สักระยะแล้วไม่มีความคงทนในด้านการซัก สีซีด ขาดรุ่ยง่าย หักงอง่าย เมื่อนั้นนักท่องเที่ยวมักจดจำ และไม่ซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งดังกล่าวอีก ซึ่งผู้ผลิต และผู้จำหน่ายควรตะหนักให้มากเป็นพิเศษ

3. ประเภทร้านค้า พบนิยมเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าที่มีผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงหรือเป็นร้านที่ผลิต และขายสินค้านั้นๆโดยเฉพาะ

4. ชนิดการทอผลิตภัณฑ์ พบมีความนิยมผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการทอมือมากกว่าเครื่องจักร เหตุผลในด้านความปราณีต ความเป็นเอกลักษณ์ หายาก และรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์มีคุณค่าจากการทำผลิตภัณฑ์ด้วยมือ

5. ชนิดผลิตภัณฑ์ มักพบการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าทอด้วยมือประเภทผ้าพื้น ชุดสำเร็จรูป และของชำร่วยมากกว่าผลิตภัณฑ์ผ้าพิมพ์ลาย

6. บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์บางร้านหากไม่มีการบรรจุด้วยบรรจุภัณฑ์จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ หากมีบรรจุภัณฑ์พร้อมรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ ผู้ผลิต และที่อยู่ ส่วนนีร้สามารถทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น

7. การรับรองคุณภาพสินค้า สำหรับผลิตภัณฑ์ไหมมีหน่วยงานภาครัฐที่ให้การรับรอง คือ กรมหม่อนไหม ภายใต้เครื่องหมายการรับรอง ตรานกยูงพระราชทาน

8. ความหลากหลายของสี และขนาดผลิตภัณฑ์ พบนิยมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความหลายหลายของสี และขนาดที่มีให้เลือกมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีเพียงสีเดียวหรือมีเพียงขนาดเดียว

9. เพศของนักท่องเที่ยว เพศของนักท่องเที่ยวมีผลต่อการเลือกซื้อชนิดของผลิตภัณฑ์ เพศชายมักเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสำเร็จรูปมากกว่าการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากของชำร่วยหรือที่ระลึก

ผู้ที่ยังไม่เคยซื้อสินค้าจะให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ และป้ายข้อมูลฉลาก ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเอกสารรับรองคุณภาพสินค้ามากกว่าผู้ที่เคยซื้อสินค้า ซึ่งเป็นไปตามนิสัยผู้บริโภค คือ ต้องการความมั่นใจ และการรับรองผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้

สำหรับผู้ทมี่เคยซื้อผลิตภัณฑ์นอกจากจะให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ยังให้ความสำคัญมากกับการบริการของผู้ขายหรือพนักงานเช่นกัน

ผ้าไหมกาบบัว เอกลักษณ์ผ้าไหมเมืองอุบล

ผ้าไหมกาบบัวถือเป็นเอกลักษณ์ของการทอผ้าไหมของจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการประกาศตัวของการเป็นเจ้าของแห่งเอกลักษณ์ผ้าไหมกาบบัวเมื่อประมาณปี 2543  โดยมีความโดดเด่นของผ้าไหมหลายประการที่นำเอาวิธีการทอผ้าไหมหลากหลายวิธีเข้ามาประกอบในผ้าผืนเดียว ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเอกลักษณ์หลายอย่างประกอบเข้าด้วยกัน อาทิ


1. มีเส้นยืนซึ่งย้อมอย่างน้อยสองสีตามลักษณะของผ้าซิ่นทิว
2. ทอด้วยเส้นพุ่งโดยการปั่นเกลียวแบบหางกระรอก
3. มีการทอแบบมัดหมี่
4. มีการทอแบบขิด
5. มีการทอแบบจก

ขั้นตอนการย้อมผ้าไหมกาบบัว
1. การเตรียมเส้นไหม
การเตรียมเส้นใยไหมเป็นการทำความสะอาดไหมโดยการลอกกาวไหมออกก่อนที่จะนำไปย้อมสีต่างๆตามประเภทของการทอหรือความต้องการตามลวดลาย และเฉดสี เช่น การย้อมโทนสีเดียว และการย้อมมัดหมี่เพื่อให้ได้หลายเฉดสีในเส้นด้ายเดียวกันตามลวดลายที่ได้ออกแบบไว้

2. การย้อมสีไหม
เมื่อผ่านการเตรียมเส้นไหมแล้ว เส้นไหมที่ได้จะมีลักษณะสีขาวนวลสามารถย้อมติดสีได้ดีจึงพร้อมที่จะนำมาย้อมสีได้ โดยใช้ขั้นตอนการย้อมสีเส้นไหม สำหรับสีย้อมที่ใช้นิยมใช้สีเคมีหรือสีธรรมชาติ สำหรับการย้อมจะทำการย้อมโดยใช้โทนสีเดียวหรือย้อมหลายโทนสี (การย้อมมัดหมี่) ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการของผลิตภัณฑ์ 

3. การทอหรือการต่ำหูก
การทอผ้าไหมเป็นการนำเส้นพุ่งใส่ในกระสวยเพื่อใช่สำหรับการยิงเส้นพุ่งขัดกับเส้นยืนที่เตรียมไว้ในเครื่องทอที่เรียกว่าหูก ทำการทอโดยการสอดกระสวยเส้นพุงไปมาสลับกับการเหยียบฟืม 1 ครั้ง เพื่อให้เส้นพุ่งขัดสลับกับเส้นยืนตามลวดลายที่ออกแบบไว้

4. การเก็บขิด
การเก็บขิด คือการงัดหรือการซ้อนเส้นยืนให้นูนขึ้นเพื่อให้เกิดลวดลายตามที่ออกแบบไว้มีลักษณะคล้ายกับการยกดอกเพื่อให้เกิดลวดลาย แต่จะใช้ไม้เป็นอุปกรณ์ในการงัดหรือซ้อนเพื่อให้เส้นยืนนูนขึ้น 


การเก็บขิดโดยใช้ไม้
 

การทอผ้าไหมกาบบัวปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน แล้วแต่ลวดลาย และขนาดที่ทำการทอ เมื่อทอสำเร็จสามารถนำมาตัดเย็บขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า ปลอกหมอน และใช้ตกแต่งผลิตภัณฑ์ หรือตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างสวยงาม หรือจำหน่ายเป็นผ้าทั้งผืน ซึ่งจะอยู่ที่ราคาเมตรละ 400-1000 บาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับลวดลาย และความยากง่ายของการทอ

ตลาดผ้าไหมไทยบนโลกอินเตอร์เน็ต

ในสมัยที่มีการทอผ้าไหมเริ่มแรก ตลาดผ้าไหมไทยยังมีการพัฒนาอยู่ในกลุ่มผู้ทอผ้าไหมเท่านั้น ซึ่งการซื้อขายยังอยู่ในวงแคบ มีการซื้อขายกันเฉพาะผู้ที่นิยมในพื้นที่เท่านั้น และปริมาณการทอที่ยังไม่มากบวกกับเทคโนโลยียังล้าสมัยจึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก ภายหลังในช่วงสมัยรัตนโกสินเริ่มมีการส่งเสริมกลุ่มผู้ทอผ้าไหมมากขึ้น อีกทั้งเริ่มมีนายทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน นำผ้าไหมไทยส่งขายออกต่างประเทศ ทำให้ผ้าไหมไทยเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการพัฒนาการทอผ้าไหมถึงขั้นเป็นอุตสาหกรรมในสมัยนั้นเลยทีเดียว

สำหรับในปัจจุบัน ตลาดผ้าไหมไทยได้มีการยกระดับคุณภาพขึ้นมาก จากการส่งเสริมของภาครัฐบาล และที่สำคัญจากหน่วยงานขององค์พระราชนีที่ทรงตั้งศูนย์ศิลปาชีพขึ้นมา ทำให้การทอผ้าไหมมีความหลากหลาย และมีความโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาทั้งในภาคครัวเรือน และบางส่วนมีการทอเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตลาดผ้าไหมในประเทศไทย มีการส่งเสริมในกลุ่มผู้ทอผ้าไหม และขยายเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งในบางท้องที่มีการเปิดร้านขนาดเล็กสำหรับขายผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมโดยเฉพาะ แต่ก็มีข้อจำกัดเป็นอย่างมาก หากลูกค้าที่อยู่ไกลในต่างพื้นที่ที่มีความสนใจ จึงทำให้เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการเพิ่มโอกาสในการขาย บางแห่งอาจมีลูกค้าเข้าเพียงแค่รายสองรายในหนึ่งเดือนเท่านั้น

เป็นที่สังเกตว่าในช่วงหลัง เริ่มมีการพัฒนาทางด้านการตลาดโดยเพิ่มช่องทางเพิ่มมากขึ้นทางด้านการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งนี้ การตลาดของผ้าไหมไทยบนโลกอินเตอร์เน็ตซึ่งถือเป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน ด้วยข้อได้เปรียบในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุนในสื่อประชาสัมพันธ์ที่แทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลยทีเดียว อีกทั้งการทำตลาดบนโลกอินเตอร์เน็ตยังสามารถสื่อประชาสัมพันธ์ได้ในวงกว้าง ไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งต่างประเทศสามารถเข้าอ่าน และศึกษาผลิตภัณฑ์ได้ตามความต้องการสำหรับแนวทางในการพัฒนาการตลาดบนโลกออนไลน์นั้นมีแนวทางหลายทางที่ไม่ต้องทุนให้มากมาย  ได้แก่

1. การสร้างเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์สินค้า สามารถสร้างได้ 2 รูปแบบ คือ
- การสร้างเว็บไซต์และจดโดเมน และเช่าพื้นที่โฮส ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่าย
- การสร้าง Blog เว็บไซต์ฟรีในการประชาสัมพันธ์สินค้า โดยใช้ Blog ฟรีจากค่าต่างๆ เช่น Google หรือ Blog ฟรีของไทย 

วิธีการโปรโมทสินค้าด้วยการสร้างเว็บไซต์ ทั้ง 2 แบบ ข้างต้น จำเป็นต้องมีการโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักด้วยรูปแบบต่างๆ เช่น การโพสในเว็บไซต์อื่นๆ การแจกใบปลิว การบอกต่อ เป็นต้น จึงจะทำให้ให้คนทั่วไปทราบถึงเว็บไซต์ และรู้จักผลิตภัณฑ์ตามมา

2.  การประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านตัวแทนผู้โฆษณาในระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งบริษัทคนไทย และต่างประเทศ แต่ปัจจุบันคนไทยนิยมใช้บริการของ Google โดยตรง ภายใต้การบริการ Google Adwords เพราะโฆษณาจะขึ้นผ่านหน้าค้นหาของ Google โดยตรง หรือขึ้นแสดงผ่านเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google ซึ่งให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การลงประกาศตามเว็บไซต์ประกาศซื้อขายฟรีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมีหลายเว็บไซต์ในเมืองไทย ในส่วนนี้จะเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าโดยตรงหรือการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านเว็บที่ได้จัดทำขึ้น

สีแอสิด (Acid dyes)

สีแอสิด คือ สีย้อมเคมีหรือสีย้อมสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อละลายน้ำแล้วโมเลกุลสีจะมีประจุเป็นลบที่เรียกว่า สีแอสิด เนื่องจากสีชนิดนี้สามารถย้อมได้ดี และดูดซับได้รวดเร็วในสารละลายสีย้อมที่มีสภาพเป็นกรด โครงสร้างโมเลกุลของสีส่วนใหญ่เป็นเกลือโซเดียมของกรดอินทรีย์


สีแอสิดเหมาะสำหรับย้อมเส้นใยโปรตีน เช่น ไหม ขนสัตว์ และเส้นใยสังเคราะห์บางชนิด เช่น ไนลอน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่1 Levelling dyeing acid dyes
สีกลุ่มนี้สามารถกระจายตัวในน้ำได้ดี เพราะมีกระจายเป็นโมเลกุลไม่เกาะกันเป็นกลุ่มๆทำให้ได้ผลการย้อมสีสม่ำเสมอ การย้อมสีจะทำในสภาพเป็นกรดช่วง pH 2-3 โดยการใช้กรดแก่ เช่น กรดกำมะถัน และเนื่องจากเป็นสีที่มีอนุภาคขนาดเล็กขณะกระจายตัวในน้ำจึงสามารถดูดซับเส้นใยได้รวดเร็ว โดยทั่วไปจึงใช้ย้อมร่วมกับเกลือโซเดียมซัลเฟต (Glauber,s salt) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวช่วยชลอการดูดซับสี สีกลุ่มนี้มีความคงทนต่อแสงดี แต่ความคงทนต่อการซักไม่ดี

กลุ่มที่ 2 Milling dyeing acid dyes
สีกลุ่มนี้กระจายตัวไม่ดี แต่ให้คุณสมบัติด้านความคงทนสูงต่อการซักกว่ากลุ่มแรก การย้อมจะได้ผลดีในสารละลายสีย้อมที่จุดเดือด ที่มีสภาพเป็นกรด ช่วง pH 5.2-6.2 การย้อมสีกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ย้อมร่วมกับเกลือโซเดียมซัลเฟตเพราะ เมื่อ pH ของสารละลายสีย้อมมากกว่า 4.7 การเติมเกลือลงไปจะทำให้เร่งการดูดซับสี เกิดการย้อมติดสีไม่สม่ำเสมอ

กลุ่มที่ 3 Neutral dyeing acid dyes หรือ Super milling
เป็นสีที่จะกระจายตัวเป็นวุ้นที่อุณหภูมิต่ำ แต่ที่อุณหภูมิสูงเกือบจุดเดือดจะกระจายเป็นโมเลกุล สีกลุ่มนี้เป็นสีที่ย้อมให้ติดสม่ำเสมอได้ยาก การย้อมจะได้ผลดีในสารละลายสีย้อมที่มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นกรดน้อยมากที่จุดเดือด โดยทั่วไปจะใช้ร่วมกับเกลือแอมโมเนียม  เช่น แอมโมเนียมอะซิเตต  หรือแอมโมเนียมซัลเฟต  ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยชะลอการดูดซับและจับผิววัสดุ แต่ในบางกรณีอาจใช้เกลือโซเดียมซัลเฟตแทนก็ได้ สีกลุ่มนี้จะให้ความคงทนต่อแสงและการซักดี 

การย้อมติดสีของสีแอสิดจะเกิดกลไกการติดสีได้ดีเมื่อสารละลายน้ำย้อมมีสภาวะเป็นกรด โดยกลไกการดูดติดสีเกิดขึ้นระหว่างหมู่ NH2 ในเส้นใยไหมกับหมู่ซัลเฟตของสีย้อม NaO3S ด้วยอาศัย H+ จากสภาวะความเป็นกรดสารละลายสีย้อมให้แก่หมู่ NH2 เป็น NH3+



ตัวอย่าง โครงสร้างเคมีสีย้อม ACID
 

 
ตัวอย่าง การเกิดพันธะดูดติดสีระหว่าง NH3+ ของเส้นใยกับ SO3- ของสีย้อม

เส้นยืน และเส้นพุ่ง คืออะไร

เส้นด้ายที่ใช้สำหรับการทอผ้าโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1.  เส้นยืน คือ เส้นด้ายชุดหนึ่งที่ขึงไว้กับกี่ตามแนวตั้ง โดยสอดผ่านช่องฟืม และตะกอที่โยงไว้กับกี่ และไม้เหยียบ ถ้าเป็นไหม เรียก ไหมยืนหรือไหมเส้นยืนหรือไหมเครือ ในการทอผ้า ช่างทอจะต้องเตรียมเส้นด้ายยืนเอาไว้ก่อนเสมอ โดยอาจมีความยาวหลายสิบเมตร ด้ายเส้นยืนมีความสําคัญในการทอผ้าไม่น้อยไปกว่าด้ายเส้นพุ่ง เมื่อเริ่มทอแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนด้ายเส้นยืนได้จนกว่าจะทอไปตลอดผืนเสร็จ

 เส้นยืนสีแดงที่ถูกติดตั้งบนกี่
ขั้นตอนการเตรียมเส้นยืน
1. คัดเลือกเส้นไหมทค่อนข้างเรียบ เส้นแข็งแรง เหนียว ขนาดเหมาะสม นำมาฟอกทำความสะอาด ลอกกาว และย้อมสีเส้นไหม  
2. ลงแป้ง และกรอเข้าหลอด โดยการนำเส้นไหมกรอเข้าหลอด  พร้อมลงแป้งก่อนกรอ ดังนี้ นำเส้นไหมที่ผ่านการย้อมสีที่แห้งสนิทแล้ว นำมาชุบน้ำ และลงแป้ง โดยอาจแช่ในน้ำข้าว หรือนำแป้งกลบไปมาให้เส้นไหมสัมผัสกับน้ำแป้ง จากนั้นนำขึ้นมาบีบน้ำออก และบดให้แห้ง กระตุกให้เส้นด้ายคลี่ตัวออก และไม่ติดกันจึงนำไปผึ่งให้แห้งสนิท เส้นไหมจะมีผิวเรียบ ต่อจากนั้นเอาเส้นไหมไปกรอเข้าหลอด   ระหว่างการกรอเข้าหลอดด้ายเส้นยืนซึ่งเป็นหลอดด้ายขนาดใหญ่  ต้องหมั่นตรวจสอบดูว่า เส้นด้ายสม่ำเสมอดีไม่มีรอยคอด ที่จะทำให้ด้ายขาดเร็ว และไม่มีปุ่มปมซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการทอ ถ้ามีต้องเอาออก และต่อให้เรียบร้อย
3. การเดินด้าย หรือ โว้นเครือ เป็นขั้นตอนหลังจากกรอด้ายเข้าหลอดเรียบร้อยแล้ว เป็นการจัดวางเส้นยืนให้เป็นรูปโครงของผืนผ้า มีการคำนวณความกว้างยาวของผืนผ้าที่ต้องการทอ เพื่อสะดวกในการสอดฟันหวี โดยใช้เครื่องเดินด้าย (มาเดินด้าย) ซึ่งมีราวขนาดใหญ่พอดีสำหรับบรรจุหลอดเส้นด้ายไหม และแคร่สำหรับเดินด้าย ส่วนใหญ่สามารถเดินเส้นยืนได้ราว 200 หลา เมื่อเดินด้ายหรือโว้นเครือได้ความยาวตามต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องปลดเส้นยืนออกมาจากแคร่ และขมวดให้เป็นลูกโซ่หรือถกเป็นเปีย เพื่อกันมิให้เส้นด้ายยุ่งพันกันหรือจะใช้วิธีเดินด้ายโดยไม่ใช้เครื่องก็ได
4. การหวี  คือ การแผ่เส้นจากลักษณะที่เป็นกำให้กระจายออก และเรียบสม่ำเสมอตามความกว้างของฟันหวีกับเครือเส้นยืน ในการหวีเส้นด้ายจำเป็นที่จะต้องใช้ผู้ปฏิบัติอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งม้วนกงพัน อีกคนหวีด้ายให้เรียบร้อยและสม่ำเสมอกัน
5. การร้อยฟันหวี (ร้อยฟืม) เป็นการร้อยเส้นยืนเข้าชองฟันหวี โดยวัดความยาวจากจุดกึ่งกลางของฟันหวีไปหาริม 2 ข้าง จากนั้น จึงร้อยเส้นยืนเข้าชองฟันหวีตามความกว้างที่ต้องการ แต่ละชองฟันหวีร้อยสอดเส้นยืน 2 เส้น จนหมดด้ายหรือครบทุกชอง ช่องริมๆ อาจสอดด้าย 4 เส้นเพื่อให้ริมผ้าแข็งแรง ไม่ม้วน  เมื่อเสร็จแล้วให้ผูกเข้ากับแกนของกงพันม้วนด้าย และนำไปขึงบนกี่เพื่อเก็บตะกอตอไป ควรเลือกฟันหวีที่มีขนาดชอง และความกว้างเท่าที่ต้องการ
6. การนำด้ายขึงบนกี่ เมื่อเรานำด้ายที่หวี และรอยฟันหวีเรียบร้อยตามความยาวที่ต้องการแล้ว มาขึงบนกี่ที่จะใช้ในการทอผ้า โดยให้ปลายด้ายเส้นยืน(ปลายเครือ)ด้านหนึ่งม้วนเข้ากับไม้ม้วนด้ายหรือเครื่องม้วนด้ายยืนด้านหน้า และปลายด้ายอีกด้านที่ติดกับฟืมให้ม้วนเข้ากับไม้ม้วนผ้าด้านหลัง ควรดึงให้ตึงเสมอกันตลอดแนวหน้าผ้าขณะม้วนปลายเส้นด้ายพันรอบไม้ 
7. การเก็บตะกอ และผูกโยงตะกอ การเก็บตะกอ คือ การจัดเส้นด้ายยืนให้สามารถถูกยกขึ้นหรือถูกกดลงได้อย่างเป็นระบบเพื่อให้สอดด้ายเส้นพุ่งเข้าไปได้ เป็นการเก็บลวดลายหรือแบบที่เราต้องการทอ  จะเก็บตะกอได้เมื่อเรานำด้ายที่จะทอขึงขึ้นบนกี่เสร็จเรียบร้อยแล้ว 

 2. เส้นไหมพุ่ง คือ เส้นด้ายที่พุ่งผ่านกระสวยที่ถูกกรอบนหลอดด้ายบรรจุในกระสวย โดยเส้นพุ่งจะพุ่งในแนวนอนจากซ้ายไปขวา และจากขวามาซ้ายผ่านเส้นยืนที่ยกสลับกันเมื่อเหยียบคานเหยียบ

การเตรียมเส้นพุ่งไม่ยุ่งยากเหมือนเส้นยืน ไม่ต้องลงแป้งเนื่องจากไม่ต้องเสียดสีกับฟันหวีมากเหมือนเส้นยืน การเตรียมเส้นพุ่ง มีขั้นตอนดังนี้ กรอเส้นด้ายหรือด้ายไหมที่ย้อมสีเรียบร้อยแล้วเข้าระวิง และอักตามลำดับ จากนั้นกรอจากอักเข้าหลอดโดยใช้หลาหรือไนเป็นอุปกรณ์ช่วยในการกรอด้ายเข้าหลอด (ซึ่งจะทำให้เส้นกลมเรียบมากขึ้นไปในตัว) หรือ อาจนำเส้นด้ายหรือเส้นไหมที่ย้อมสีแล้วมาควบ และตีเกลียวก่อนกรอเข้าหลอด  ควรกรอด้ายเข้าหลอดพอประมาณ คือไม่เต็มเกินไป จะทำให้ลำบากในการเข้ากระสวย และติดขัดได้ในการพุ่งสอดด้ายขณะทอผ้า



 เส้นพุ่งที่ถูกกรอไว้กับหลอดด้าย



กระสวยสำหรับใส่เส้นพุ่ง สอดพุ่งตามแนวนอนขัดกับเส้นยืน

ประเภทของผ้าไหมไทย แบ่งตามวิธีการทอ

ประเภทของผ้าไหมไทย สามารถแบ่งได้ตามคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งถ้า แบ่งตามวิธีการทอสามารถแบ่งได้  ดังนี้

1. ผ้าไหมทอมือลายขัด เป็นผ้าไหมที่ทอด้วยวิธีการธรรมดาด้วยวิธีการสานขัดกันโดยใช้เส้นยืน และเส้นพุ่ง อาจเป็นสีเดียวกันหรือใช้สีต่างกัน ขัดสานกัน โดยเนื้อผ้าที่ได้จะเป็นเนื้อเรียบตลอดทั้งผืน เป็นผ้าที่นิยมใช้กันทั่วไปเพื่อนำมาตัดเป็นเสื้อผ้าหรือประดิษฐ์ใช้ประโยชน์อื่นๆ อาทิ หมอน บุเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นผ้าไหมไทยที่ส่งออกต่างประเทศ

2. ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งนิยมทำมานานแล้ว ในภาคอีสาน และบางท้องที่ในเขตภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี กาญจนบุรี ลพบุรี และชัยนาท
วิธีการทำผ้ามัดหมี่ คือการมัดด้ายให้เป็นลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืนด้วยเชือกแล้วนำไปย้อมสี โดยบริเวณที่ถูกมัดจะไม่ถูกการย้อมติดสีแล้วจึงนำมาทอเป็นผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายตามต้องการ ทั้งนี้อาจต้องย้อมมัดหมี่หลายครั้งเพื่อให้เกิดลวดลายที่มีสีสัน และสวยงามมากขึ้น บางแห่งมีการทอผ้ามัดหมี่สลับกันกับลายขิด เพื่อเพิ่มความงดงามให้แก่ผ้าไหมมากยิ่งขึ้น ส่วนผ้ามัดหมี่จากสุรินทร์มีชื่อเสียงทั้งในด้านความสวยงามของเส้นไหม และลวดลายซึ่งได้รับอิทธิพลจากเขมร ในปัจจุบันมีการทอผ้ามัดหมี่กับหลายรูปแบบ มีการดัดแปลงลายพื้นบ้านผสมกับลายโบราณที่ถ่ายทอดสืบต่อมาเรื่อย ๆ อีกทั้งปัจจุบันผ้าไหมมัดหมี่ได้มีการนำมาออกแบบเสื้อผ้าสตรี บุรุษได้อย่างสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นมาก

3. ผ้าไหมขิด เป็นการทอผ้าไหมชนิดหนึ่งด้วยการยกลายด้วยไม้ที่เรียกว่า ไม้เก็บขิด ใช้เป็นตัวยกเส้นยืนในแต่ละแถวขึ้นให้เส้นพุ่งพิเศษสอดผ่านจากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่ง ที่เรียกว่า การเก็บขิด เกิดเป็นลวดลายขิดตลอดหน้ากว้างของผืนผ้า ลักษณะของผ้าลายขิดสังเกตดูได้จาก ลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด อาจจะเหมือนกันทั้งผืนหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีลายซ้ำที่มีจุดจบ

ผ้าขิดที่นิยมทอโดยทั่วไปมีอยู่ 3 ชนิด ตามลักษณะประโยชน์การใช้สอยได้แก่
1. ผ้าขิดตีนซิ่น เป็นผ้าที่ทอขึ้นเพื่อใช้ต่อชายล่างของตัวซิ่น
2. ผ้าขิดหัวซิ่น เป็นผ้าที่ทอขึ้นเพื่อใช้ต่อชายบนของตัวซิ่น
3. ผ้าขิดหมอน เป็นผ้าที่ทอขึ้นโดยเฉพาะ

4. ผ้าจก เป็นผ้าที่มีการทอลักษณะคล้ายผ้าขิด ต่างกันที่ผ้าจกสามารถสร้างลวดลายได้หลายสีในแถวเดียวกัน ด้วยการควักเส้นไหมขึ้นมาจากข้างล่างสอดสลับเป็นลวดลายตามต้องการ โดยใช้ขนเม่น แต่ลายขิดแต่ละหน่วยไม่อาจทำหลายสีสลับกันได้เพราะใช้เส้นพุ่งเส้นเดียวตลอดในแต่ละครั้ง ผ้าจกส่วนมากนิยมทำเป็นผ้าสไบ (ผ้าเบี่ยง) ที่รู้จักกันดีได้แก่ ผ้าไหมแพรวาของจังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากนั้นยังนิยมทำเป็นตีนซิ่นอีกด้วย

5. ผ้ายก เป็นการทอผ้าไหมที่ทอยกลายให้สูงจากพื้นผ้า โดยใช้เส้นพุ่งพิเศษ เป็นดิ้นเงิน ดิ้นทองหรือไหมสีต่างๆเพื่อให้เกิดลวดลายตามแนวที่ต้องการ โดยวิธีการเก็บตะกอเช่นเดียวกับการทอขิด ผ้ายกถือเป็นผ้าที่หาซื้อยาก ราคาแพง นิยมใส่ในกลุ่มชนชั้นสูง เนื่องด้วยเป็นการทอที่ต้องใช้ความประณีต มีความสลับซับซ้อน และใช้เวลาทอนานมาก ถ้ามีลวดลายหรือต้องแต่งพิเศษมาก ก็ต้องใช้ความละเอียดประณีตในการทอมากเช่นกัน บางครั้งผ้าที่มีความยาว 3 หลา ต้องใช้เวลาทอถึง 3 เดือน นอกจากนั้น ยังเป็นผ้าทอที่ใช้ในพระราชวัง ทั้งชุดแต่งกายหรือเนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้น

6. ผ้าไหมลายน้ำไหล หรือเรียกชื่ออื่น อาทิ ผ้าเกาะหรือผ้าล้วง เป็นผ้าทอที่ทอให้มีลวดลายโดยใช้เทคนิคการทอ ลายขัดแต่ใช้เส้นด้ายพุ่งหลายสี ทอ (เกาะ) เป็นช่วงๆ โดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วงรอบเส้นด้ายยืน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อผ้า อาจผสมผสานกับลวดลายอื่น เช่น ลายจก ลายขิด เป็นต้น

พันธุ์ไหมในประเทศไทย

การเลี้ยงไหมของประเทศไทยในสมัยอดีตจะใช้สายพันธุ์พื้นเมืองเท่านั้น ซึ่งให้ผลผลิตน้อยเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่มีจุดเด่นที่เส้นใยไหมมีความเหนียวแน่น เมื่อทอเป็นผืนหรือตกแต่งเป็นเสื้อผ้าแล้วจะมีความมันวาว และสวยงาม แต่หลังมีการส่งเสริม และพัฒนาการเลี้ยง และทอผ้าไหม จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ไหมที่สามารถให้ผลผลิต และคุณสมบัติของเส้นใยที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงสายพันธุ์ไหมแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก คือ


1. ไหมสายพันธุ์พื้นเมือง คือไหมสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และอาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์พื้นเมืองด้วยกัน เป็นสายพันธุ์ที่สามารถฟักตัวได้ตลอดทั้งปี แต่ให้ผลผลิตน้อย เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ต่างประเทศ ทั้งนี้ในปัจจุบันเป็นพันธุ์ไหมที่ให้เส้นใยไหมที่มีคุณภาพ เมื่อทอเป็นผืนจะมีความสวยงามมากจึงเป็นที่รู้จัก และนิยมไปทั่วโลก รังไหมจะมีสีเหลืองถึงเหลืองเข้ม มีลักษณะค่อนข้างแหลม เรียว บาง อาทิ สายพันธุ์นางเหลือง สายพันธุ์นางลาย สายพันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ สายพันธุ์นางน้อยสกลนคร เป็นต้น

2. ไหมสายพันธุ์ลูกผสม เป็นสายพันธุ์ไหมที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ระหว่างสายพันธุ์ไทยแท้กับสายพันธุ์ต่างประเทศ เพื่อให้ได้ลักษณะสายพันธุ์ที่ให้ทั้งด้านการต้านทานโรค คุณภาพ และเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยมักจะให้รังไหมสีเหลืองหรือสีเหลืองออกขาวหรือเหลืองนวล อาทิ สายพันธุ์ไทยกับประเทศจีนหรือญี่ปุ่น เป็นต้น

3. ไหมสายพันธุ์ต่างประเทศ เป็นไหมสายพันธุ์ของต่างประเทศที่ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย โดยสามารถแบ่งได้เป็นสายพันธุ์ต่างประเทศบริสุทธิ์ ได้แก่ สายพันธุ์ต่างประเทศที่ไม่มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับสายพันธุ์กับต่างประเทศอื่น ทั้งในแถบเอเชีย และยุโรป ซึ่งมีการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย อาทิ สายพันธุ์นครราชสีมา-60 เป็นต้น และสายพันธุ์ต่างประเทศผสม ได้แก่ สายพันธุ์ที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ต่างประเทศด้วยกัน ซึ่งมักจะให้คุณสมบัติของเส้นใยที่ให้ผลผลิตมาก รังไหมมักจะมีสีขาว รังใหญ่กว่าพันธุ์พื้นเมืองของไทย

สำหรับการจำแนกสายพันธุ์ไหมสามารถจำแนกได้หลายวิธีด้วยกัน อาทิ 
1. การจำแนกตามภูมิศาสตร์ของแหล่งที่พบ เช่น ไหมไทย ไหมจีน ไหมญี่ปุ่น เป็นต้น
2. จำแนกตามจำนวนครั้งของการฟักตัวของไหมในรอบปี เช่น 1 ครั้ง/ปี 2 ครั้ง/ปี และหลายครั้ง/ปี
3. จำแนกตามจำนวนครั้งของการลอกคราบในระยะตัวหนอน
4. จำแนกตามการผสมพันธุ์ของสายพันธุ์
5. จำแนกตามสีของรัง เช่น รังไหมสีขาว รังไหมสีเหลือง เป็นต้น
6. จำแนกตามฤดูกาลในการเลี้ยง เช่น พันธุ์ไหมที่เลี้ยงไดดีในฤดูหนาว ตามแถบประเทศจีน ญี่ปุ่น เป็นต้น
7. จำแนกตามผิวหนังด้านนอกของตัวไหม โดยพิจารณาในด้านสีผิว หรือลายของหนอนไหม
8. จำแนกตามความยุ่นของรังไหม

การย้อมผ้าไหมด้วยสีธรรมชาติ

การย้อมสีธรรมชาติ เป็นสีย้อมที่ถูกคิดค้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยการนำส่วนต่างๆของพืช เช่น เปลือกไม้ ใบไม้ ลูกไม้ และรากไม้ นำ มาสกัดเป็นสีย้อม และผ่านกรรมวิธีในการย้อมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะให้สีได้หลายเฉดสีขึ้นกับชนิดของพืชที่ใช้ ในปัจจุบันการย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติเป็นที่นิยมลดลง เนื่องจากนานไปจะมีสีตก และซีด ซึ่งถ้าหากไม่สมารถควบคุมความเข้มข้นของการย้อมสีแต่ละครั้งได้ มักจะทำให้สีที่ย้อมในแต่ละครั้งไม่เหมือนเดิม เป็นเหตุทำให้ผ้าด่างได้ กลุ่มผู้ผลิตไหมจึงหันมาใช้สีเคมีที่ให้เฉดสีสดใส และคงทนต่อการตกสีดีกว่า แต่ก็มีการย้อมในบางท้องที่หรือบางหน่วยงานเพื่อรักษาภูมิปัญญาหรือย้อม เมื่อมีความต้องการเฉดสีแบบธรรมชาติตามความต้องการของลูกค้า


พืช
ส่วนที่ใช้
สีที่ย้อมได้
กระโดน
เปลือก
สีน้ำตาล
กระท้อน
เปลือก
สีน้ำตาล
กระถิน
เปลือก
สีน้ำตาล
แก้ว (ดอกแก้ว)
ใบ
สีเขียวตองอ่อน
ข้าว
ใบ
สีเขียวตองเหลือง
ขี้เหล็ก
ดอก
สีน้ำตาลเข้ม
เข, แกแล
เปลือก, แก่น
สีเหลืองทอง
ขนุน
เปลือก, แก่น
สีเหลือง สีกากี
ขมิ้น
หัวขมิ้น
สีเหลืองสด
คำแสด
เมล็ด
สีส้ม
คูน
เปลือก
สีน้ำตาลเหลืองทอง
คูน
เปลือก
สีน้ำตาลเข้ม
ครั่ง
รังครั่ง
สีแดงหรือแดงอมม่วง
คราม
ตัดเอาทั้งกิ่ง และใบ
สีฟ้าหรือน้ำเงิน
โคลนดำ
เนื้อโคลน
สีเทาดำ
จามจุรี
เปลือก
สีน้ำตาลอ่อน
ชงโค
เปลือก
สีน้ำตาลอ่อน
ชมพู่
ใบ
สีน้ำตาล
ชุมเห็ด
ใบ
สีน้ำตาลเขียว
ดาวกระจาย
กลีบดอก
สีเหลืองส้ม
ดาวเรือง
กลีบดอก
สีเหลืองทอง
ดินแดง
เนื้อดิน
สีอิฐมอญ
ดอกทองกราว
ดอก
สีเหลือง
ตะขบไทย (หมากเบ็ญ)
ใบ
สีเขียวขี้ม้า
ตะขบฝรั่ง
เปลือก
สีน้ำตาล
ตะแบก
เปลือก
สีน้ำตาลเหลือง
ใบเตยหรือพืชใบสีเขียว
ใบ
สีเขียว
ยอป่า
ราก
สีแดง
สะเดา
เปลือก
สีแดง
สมอป่า

ใบ
เปลือก
สีเขียว กากีแกมเขียว
สีแดง
หว้า
ผล
สีม่วงอ่อน
หมาก
ผล
สีน้ำตาล
อ้อยช้าง
ลำต้น
สีน้ำตาล

สารช่วยติดนิยมเติมลงในน้ำย้อมขณะย้อม อาทิ สารส้มจะให้โทนอ่อน จุนสีจะให้โทนสีเข้มขึ้น อื่นๆ เช่น เกลือหรือโซดาแอซ

ข้อควรระวังในการย้อมสีธรรมชาติ
1. วัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ เปลือกไม้หรือใบไม้ต้องหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เกิดการต้มเปื่อย และสกัดสีย้อมออกมาได้เร็วที่สุด
2. อัตราส่วนของพืชที่ใช้ย้อม หากเป็นพืชที่แห้งควรมีอัตราส่วนมากกว่า 2 เท่าของน้ำหนักเส้นไหม หากเป็นพืชที่สดควรมีอัตราส่วน 4 เท่าของเส้นไหม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความแน่ใจควรเตรียมน้ำสีย้อมไว้อีกต่างหาก หากการย้อมพบว่าสัดส่วนสียังน้อยเกินไปควรเติมน้ำสีย้อมที่เตรียมไว้ลงเพิ่มอีกจนมากเกินพอ เพราะจะช่วยป้องกันการย้อมด่างหรือสีตกเวลาซักได้เป็นอย่างดี
3. ควรแช่พืชย้อมทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน ก่อนจะนำไปต้มเอาน้ำสีเพราะจะช่วยสกัดสีย้อมออกมาได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ไม่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการต้มมาก
4. เส้นไหมที่นำมาย้อมต้องลอกกาว และทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ซึ่งจะช่วยให้ติดสีบนเส้นใยได้ดี และสม่ำเสมอ
5. ควรใช้น้ำสะอาดไม่กระด้าง เช่น น้ำฝนหรือน้ำบาดาล เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมได้ง่าย
6. อัตราส่วนของน้ำสีย้อมต่อเส้นใยไหมควรอยู่ในช่วง 1:20-30 เช่น เส้นไหม น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต้องมีประมาณน้ำสีอย่างน้อย 20-30 ลิตร ทั้งนี้ การย้อมจะทำการย้อมไหมตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อเสร็จ 1 กิโลกรัม ก็สามารถย้อมต่อโดยไม่ต้องถ่ายน้ำทิ้ง แต่ควรเติมน้ำสีย้อมหรือผงสีย้อมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้มข้น
7. ควรใช้สารช่วยติดชนิดต่างๆ อาทิ สารส้ม โซดาแอซ โซดาไฟ น้ำส้ม เป็นต้น เพื่อช่วยในการย้อมติดสีที่ดีขึ้น
8. อุปการณ์ที่ใช้ย้อมต้องมีขนาดเหมาะสมกับเส้นไหม ไม่ควรเล็กหรือใหญ่เกินไป
9. ภาชนะย้อมควรเป็นสแตนเลส เพราะจะช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของสีธรรมชาติกับโลหะที่มีคุณสมบัติเป็นตัวช่วยติดสี (Mordant) หรือให้สี เช่น ถ้าใช้ภาชนะย้อมที่เป็นเหล็กหรือมีสนิม เส้นไหมที่ได้จะมีระดับสีเข้มเหมือนใช้สนิมเหล็กเป็นตัวติดสี หรืออาจมีผลทำให้เส้นไหมที่ย้อมนั้นมีรอยด่างจากสีของสนิม
10. ในการย้อมควรค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นช้าๆ ไม่ให้เร็วเกินไป เพราะหากย้อมที่อุณหภูมิสูงเลย อาจทำให้ย้อมด่างได้ และไม่ควรย้อมที่อุณหภูมิที่น้ำเดือด
11. ขณะย้อมต้องค่อยพลิกกลับเส้นไหมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการย้อมด่าง 
12. เมื่อย้อมเส้นไหมเสร็จแล้ว ควรตั้งน้ำสี และเส้นไหมไว้ให้เย็นเสียก่อนแล้วจึงนำเส้นไหมไปล้างน้ำ ไม่เช่นนั้นจะทำให้สีหลุดออกจากเส้นไหมได้ง่าย 
13. ผู้ย้อม ควรทำการจดบันทึกรายละเอียดของการย้อมสีทุกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลการย้อมในครั้งต่อไป