การตัดแต่งกิ่ง และบำรุงรักษาต้นหม่อน

การขยายพันธุ์ของต้นหม่อนปัจจุบันใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง โดยการเลือกกิ่งแก่ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ปักชำลงดิน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการเจริญเติบโต และพร้อมในการเก็บใบสำหรับเลี้ยงหม่อน ทั้งนี้ กระบวนการเก็บใบหม่อนจำเป็นต้องใช้การจัดการ และการตัดแต่งกิ่งเข้าร่วมด้วยเพื่อให้ต้นหม่อนเจริญเติบโต และให้ใบที่มีคุณภาพในแต่ละช่วงการเก็บใบ ดังนี้

1. การเก็บ และตัดกิ่งช่วงการเจริญเติบโต
ในช่วงการเจริญเติบโตของปีแรก ให้ทำการเก็บใบจากกิ่งที่เจริญเติบโตหรือหากยังไม่มีการเลี้ยงไหมให้ตัดกิ่งในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อให้หน่อแตกกิ่งแรกสำหรับใช้เป็นกิ่งเก็บใบเพื่อใช้เลี้ยงไหม โดยให้สูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร หลังจากนั้นประมาณเดือนที่ 10 เดือน ถึง 1 ปี ตัดกิ่งให้เหลือเพียง 3-5 กิ่ง แบ่งออกจากกอไหม ทั้งนี้ ควรตัดในช่วงเริ่มฤดูฝนเพื่อเริ่มการเก็บใบตลอดช่วงฤดู

2. การเก็บใบหม่อน ครั้งที่ 1
การเก็บใบหม่อนหลังจากตัดกิ่งเลี้ยงใบครั้งแรกประมาณ 2-2 เดือนครึ่ง เพื่อให้ใบแตกออกมากที่สุด และไม่เกิดใบแก่ การเก็บใบให้เก็บใบจากด้านล่างขึ้นบน โดยให้เหลือใบที่ยอดประมาณ 4-5 ใบ ไม่ควรเหลือใบที่ยอดเป็นใบอ่อนหรือน้อยเกินไป

3. การเก็บใบหม่อน ครั้งที่ 2
การเก็บใบหม่อนครั้งที่ 2 ให้เว้นระยะห่างจากครั้งแรกประมาณ 1-1 เดือนครึ่ง ลักษณะการเก็บใบให้เหมือนกับการเก็บใบในครั้งแรก

4. การเก็บใบหม่อน ครั้งที่ 3
การเก็บใบหม่อนครั้งที่ 3 ให้เว้นระยะห่างจากครั้งที่ 2 ประมาณ 1-1 เดือนครึ่งเช่นกัน ในช่วงนี้ให้ทำการตัดกิ่งในช่วงกลางกิ่ง โดยให้มีความสูงประมาณ 80-100 เมตร จากพื้น

5. การเก็บใบหม่อน ครั้งที่ 4
การเก็บใบหม่อนครั้งที่ 4 ให้เว้นระยะห่างจากการตัดกิ่งหรือการเก็บใบหม่อนครั้งที่ 3 ประมาณ 1-1 เดือนครึ่ง

6. การเก็บใบหม่อน ครั้งที่ 5
การเก็บใบหม่อนครั้งที่ 5 ให้เว้นระยะห่างจากครั้งที่ 4 ประมาณ 1-1 เดือนครึ่งเช่นกัน

7. ปล่อยให้ต้นหม่อนพักตัวจนถึงต้นฤดูฝน ก่อนเริ่มการเก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีถัดไป

ในช่วงระยะห่างระหว่างการเก็บใบหม่อนแต่ละครั้ง ให้ทำการใส่ปุ๋ย พรวนดิน บริเวณโคนต้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ แนะนำให้เป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์จะดีที่สุด

การเก็บเกี่ยวใบหม่อนในครั้งที่ 4 และ5 อาจอยู่ในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำ ดังนั้น การเก็บเกี่ยวดังกล่าวอาจไม่สามารถทำได้ในพื้นที่ขาดน้ำหรือไม่มีพื้นที่ชลประทาน ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเก็บใบหม่อนในครั้งนี้ก็ได้

การเก็บใบหม่อนในช่วงฤดูหนาว และแล้งที่ขาดน้ำ หรือไม่มีการเก็บในช่วงนี้ รวมไปถึงช่วงที่ปล่อยให้ต้นหม่อนพักตัว ให้นำฟางแห้งหรือเศษใบไม้คลุมบริเวณโคนต้น เพื่อป้องกันการแห้งของดินบริเวณโคนต้น และโดยรอบ

ขั้นตอนการทอผ้าไหมแพรวา

การทอผ้าไหมแพรวาก็เหมือนกับการทอผ้าชนิดอื่นที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการทอที่คล้ายๆกัน แต่แตกต่างกันที่ การทอผ้าไหมแพรวาเป็นการทอด้วยการขิดไหมด้วยมือเข้าช่วย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. การค้นเส้นยืน
เป็นวิธีการเตรียมเส้นยืนในการทอผ้า โดยนำเส้นไหมที่ลอกกาว และย้อมสีแล้วมาทำการค้นเครือหูกหรือที่เรียกว่า การค้นเส้นยืน เริ่มต้นด้วยการนำเส้นไหมไปสวมเข้าในกงเพื่อทำการกรอเส้นไหมเข้าอัก จากนั้นทำการค้นเส้นยืนโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า หลักเฝือ เดินเส้นยืนเพื่อจัดเรียงเส้นไหมตามความกว้างของผืนผ้าหรือขนาดฟืม นับจำนวนเส้นยืนโดยใช้ซี่ไม้มาคั่นเพื่อมิให้สับสน และป้องกันการผิดพลาดในการนับ

2. การเตรียมฟืมทอผ้า
ทำการค้นเส้นไหมในลักษณะเดียวกันกับเส้นยืน จากนั้นนำเส้นด้ายมาร้อยกับฟืมโดยการร้อยผ่านช่องฟันหวีแต่ละช่อง โดยแต่ละช่องจะมีเส้นไหมประมาณ 2 เส้น และนำท่อนไม้ไผ่เล็กๆสอดเข้าในห่วงเส้นด้ายที่ร้อยเข้าช่องฟันหวีเพื่อทำการขึงเส้นด้ายให้ตึง และจัดเรียงเส้นด้ายให้เรียบร้อย ส่วนด้านหน้าของฟืมก็จะมีช่องไม้ไผ่เช่นเดียวกันกับด้านหลังเพื่อขึงเส้นด้ายให้ตึง จากนั้นทำการเก็บตะกอฟืมแบบ 2 ตะกอ ซึ่งเรียบร้อยจะได้ชุดฟืมทอผ้าสำหรับการทอ

สำหรับการทอที่มีการทอต่อเนื่อง จะใช้วิธีการสืบเครือหูกจากฟืมที่มีการเก็บตะกอไว้แล้วจากการทอครั้งก่อน โดยนำเส้นไหมยืนมาผูกกับเส้นยืนเดิมจนครบทุกเส้น แล้วจัดเรียง และขึงให้ตึงก็พร้อมที่จะทอได้

ก่อนการทอ ก็เหมือนกับการทอผ้าชนิดอื่นๆที่ต้องนำน้ำแป้งข้าวหรือน้ำแป้งมัน ชุบด้วยผ้า และทาให้ทั่วบนเส้นยืน แล้วปล่อยให้แห้ง หลังจากนั้นทาด้วยไขขี้ผึ้งทับอีกครั้งเพื่อให้เกิดความลื่นขณะทอ

3. การเตรียมเส้นพุ่ง
นำเส้นไหมที่ผ่านการย้อมสีแล้วมากรอเข้าหลอดด้ายสำหรับใส่กระสวยในการทอ

4. การเก็บตะกอลายหลัก
เป็นการทำลวดลายหลักบนผืนผ้าแพรวาโบราณ โดยใช้ไม้สานเก็บลาย ทั้งนี้ลายหลักของผ้าแต่ละผืนจะมีไม่เท่ากันซึ่งหากมีหลายลายอาจต้องใช้ไม้เก็บลายหลายร้อยอัน

5. การทอลวดลายไหมแพรวา
เป็นการทอลวดลายตลอดการทอทั้งผืนผ้าด้วยวิธีการขิด จากการจก และเก็บลายด้วยไม้ยกลายเพื่อยกเส้นยืนพร้อมจกด้วยนิ้วก้อยยกเส้นยืนขึ้น พร้อมสอดเส้นไหมสีต่างๆ เป็นช่วงๆ ตามลวดลายที่ออกแบบไว้ ครั้งละ 2 เที่ยวเพื่อให้ลายเกิดความนูนเด่น สลับกับการเหยียบไม้ตะกอฟืม และการสอดพุ่งกระสวย

ขั้นตอนการทอผ้าไหมมัดหมี่

การทอผ้าไหมมัดหมี่ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1. การค้นเครือเส้นยืน
นำเส้นไหมยืนที่ทำการลอกกาวไหม และทำการย้อมสีพื้นเส้นไหมแล้วเข้ากงเพื่อกรอเส้นไหมเข้าอัก แล้วนำเส้นไหมที่กรอด้วยอักนำเข้าหลักฟืมเพื่อค้นเส้นยืนเตรียมการทอ

2. การเตรียมฟืมทอผ้า
นำเส้นยืนที่ค้นเครือเสร็จแล้วมาจัดเรียงเข้าฟันหวี โดยให้แต่ละช่องประกอบด้วยเส้นไหมประมาณ 2 เส้นหรือตามความต้องการ พร้อมขึงเส้นด้ายให้ตึง จัดเรียงเส้นด้ายให้เรียบร้อยร้อย และเก็บตะกอ

สำหรับการทอต่อเนื่อง ที่มีการเก็บตะกอไว้แล้วจะใช้วิธีการสืบเครือหูก โดยนำเส้นยืนมาผูกกับเส้นด้ายเดิมที่ได้เก็บตะกอฟืมไว้ก่อนแล้ว ด้วยการผูกแต่ละเส้นด้ายตามลำดับให้ครบทุกเส้น พร้อมทำการจัดเส้นยืน ตะกอ และฟืมบนกี่ทอผ้าให้เรียบร้อย พร้อมทอตะกอที่เหลือในช่วงการต่อเส้นด้ายให้เรียบร้อยจนหมดจนเริ่มเส้นด้ายที่ต่อใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เส้นยืนที่จะเริ่มทอตึง แน่น

เมื่อจัดเรียงเส้นยืนเรียบร้อย ให้นำน้ำแป้งข้าวหรือน้ำแป้งมันสำปะหลังฉีดพรมหรือใช้ผ้าชุบทาให้ทั่วเส้นไหม พร้อมปล่อยให้แห้ง และทาด้วยขี้ผึ้งหรือไขสัตว์ เพื่อให้เส้นด้ายมีความแข็งแรง และลื่น ไม่ขาดง่ายหรือเป็นขุยจาการเสียดสีขณะการทอ

3. การเตรียมเส้นพุ่ง
3.1 การค้นเส้นพุ่ง
นำเส้นไหมที่ลอกกาวแล้ว มาค้นเส้นพุ่งโดยใช้โฮงมัดหมี่โบราณที่เป็นไม้มีหลัก 2 หลัก โดยการค้นเส้นพุงแต่ละลายจะมีจำนวนลำไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับลาย เช่น ลายหมี่ข้อโบราณจะมีลำประมาณ 41 ลำ โดยแตละลำจะมี 4 เส้นด้าย โดยการทำไพคั่นตรงกลางระหว่างลำไว้ การค้นเส้นพุงจะทำการค้นประมาณ 2 รอบ ของแต่ละลำไปกลับ เมื่อทำการค้นเสร็จแล้วให้ทำการมัดหัวลำตามไพที่คั่นไว้
3.2 การมัดหมี่
การมัดหมี่เป็นกระบวนการมัดตามจุดจากลายที่ออกแบบด้วยเชือกฟางหรือเชือกชนิดอื่นๆ แต่ปัจจุบันนิยมใช้เชือกฟางเพราะหาซื้อง่าย และสะดวกกว่า หลังจากนั้นนำเส้นไหมออกจากโฮงมาย้อมสีตามครั้งของเฉดสีที่ต้องการหรือตามการที่มัดหมี่ไว้ โดยบริเวณที่มัดหมี่ไว้จะไม่ติดสี สำหรับการย้อมซ้ำต้องย้อมหลังการนำเส้นไหมที่ย้อมครั้งแรกตากแดดให้แห้งเสียก่อน

การมัดหมี่เริ่มด้วยการมัดเก็บขาว โดยการมัดหมี่แบ่งเป็น 2 วิธี คือ
1. การมัดลายทุกลายในหัวหมี่เดียวกัน
2. การมัดแยกแต่ละลายในหัวหมี่แล้วนำมาต่อในขั้นตอนการทอผ้า

3.3 การกรอเส้นไหมเข้าหลอด
โดยการนำหัวมัดหมี่ที่แกะเชือกฟางออกแล้วใส่ในกงเพื่อกรอเส้นไหมเข้าอัก จากนั้นทำการกรอเส้นไหมจากอักเข้าหลอดด้ายด้วยไน ซึ่งจะต้องเรียงลำดับหลอดด้ายตามหลายลายสีที่ออกแบบไว้

4. การทอผ้ามัดหมี่
การทอผ้าไหมจะเริ่มเมื่อเตรียมฟืม และเส้นพุ่งเสร็จแล้ว โดยใช้หลอดด้ายที่เรียงลำดับเฉดสีหรือลายไว้แล้วใส่ในกระสวยเพื่อทอด้วยการพุ่งกระสวยผ่านร่องสลับของลำไหมไปมา ซ้ายขวา จนสุดเส้นยืน

การย้อมสีเส้นไหม

การย้อมเส้นไหมในปัจจุบันนิยมใช้สีเคมีเนื่องจากกรรมวิธีที่ย้อมง่าย สีมีความคงทน และให้เฉดสีที่สดใสกว่าการย้อมสีธรรมชาติ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่มีการย้อมสีธรรมชาติซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าบ้างเป็นบางครั้งคราว สำหรับขั้นตอนในการย้อมมักใช้สารที่ช่วยในการติดสีเพื่อเพิ่มการติดสี และป้องกันการย้อมด่างหรือให้สีมีความคงทนต่อการซักล้าง

การใช้สารช่วยติดสี (Mordant)
สารช่วยติดสี (Mordant) หรือชาวบ้านในบางพื้นที่ เรียกว่า สารกันด่าง เป็นสารเคมีที่ช่วยเพิ่มการย้อมติดสีบนเส้นใยเพื่อป้องกันการย้อมด่าง และป้องกันสีตกเมื่อมีการซักรีด ตัวติดสีนี้เป็นสารประกอบที่ช่วยให้เส้นไหมสามารถดูดซึมน้ำสีได้

สารช่วยติดสีที่รู้จัก และนิยมใช้กันทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ตัวติดสีที่เป็นสารเคมีสามารถหาซื้อได้จากร้านขายเคมีภัณฑ์จะเป็นสารเคมีเมื่อละลายน้ำจะมีลักษณะลื่นมีจำหน่ายตามร้านขายอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการย้อมผ้าทั่วไป โดยจะมีคุณสมบัติช่วยในการแทรกซึมของน้ำย้อมให้เข้าสู่ภายในเส้นใยได้มากขึ้น แต่หากหาซื้อไม่ได้อาจใช้สบู่แทนก็ได้

2. ตัวติดสีที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยทั่วไปผู้ย้อมจะใช้ตัวติดสีจากธรรมชาติ เช่น ใช้โคลนหรือน้ำ
บาดาลแทนสนิมเหล็ก และใช้ใบไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ แทนตัวติดสีอื่น ๆ เช่น การใช้ใบเหมือนแอ ใบเหมือด ใบส้มเลี้ยว ใบส้มป่อย ใบมะขาม และด่างขี้เถ้า เป็นต้น

การใช้ตัวติดสีในการช่วยย้อมจะแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ
1. การใช้ตัวติดสีก่อนย้อมเช่นสารส้ม
2. การใช้ตัวติดสี พร้อม ๆ กับการย้อม เช่น สารส้ม มะขาม และใบไม้ต่าง ๆ
3. การใช้ตัวติดสีหลังการย้อม เช่นโคลน น้ำบาดาล และน้ำด่างเป็นต้น

นอกจากนั้น การใช้สารช่วยติดสีอาจใช้มากกว่า 1 สาร ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย้อมติดสีให้มากขึ้น

หลักทั่วไปในการย้อมสีเส้นไหม มีดังต่อไปนี้
1. วัสดุ และอุปกรณ์
- ภาชนะขนาดความจุ 35 ลิตร ขึ้นไป
- ไหมผ่านการลอกกาว 1 กิโลกรัม
- ผงกันด่าง (เป็นสาร Wetting agent) 30 กรัม ( 1 กรัม/ลิตร) มีจำหน่ายซองละ 5 บาท 
- สีย้อมเคมี (สีแอสิด) จำนวน 2 ซอง
- น้ำ 30 ลิตร (อัตราส่วนระหว่างไหมต่อน้า 1:30)

2. การเตรียมน้ำย้อม และการย้อม
- ตั้งภาชนะ และอุ่นน้ำให้ร้อนเล็กน้อย โดยใช้น้ำประมาณ 30 ลิตร
- ละลายสีย้อมเคมีประมาณ 2 ซอง พร้อมสารกันด่าง คนให้สีย้อมละลายจนเป็นเนื้อเดียวกัน
- เพิ่มความร้อนให้น้ำอุ่นประมาณ 50 องศา หรือสัมผัสให้รู้สึกอุ่น
- ใส่ไหมที่ผ่านการลอกกาวพร้อมกวนให้ไหมอิ่มน้ำย้อม
- ค่อยๆเร่งไฟ และเพิ่มความร้อนจนเกือบเดือด พร้อมคนไหมเป็นระยะ นานประมาณ 1 ชั่วโมง
- นำไหมออกจากหม้อย้อม วางไว้ให้เย็นสักระยะ
- นำไหมที่ได้ไปล้างน้ำอุ่น 2 ครั้ง น้ำธรรมดา 2 ครั้ง ไห้สะอาด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง
- หม้อต้มสีย้อมสามารถย้อมซ้ำไหมได้อีกหนึ่งหรือสองครั้งหรือตามที่ต้องการ เพียงเติมสีย้อมเพิ่มเติมก็ทำให้ได้ความเข้มข้นที่ต้องการ

การลอกกาวไหมหรือการฟอกไหม

การลอกกาวไหมหรือการฟอกไหม หมายถึง การทำความสะอาดเส้นใยไหมด้วยการกำจัดส่วนของ sericin ที่มีลักษณะเป็นสารสีเหลืองทึบหรือมีสีขาว (ไหมดิบมีทั้งสีเหลือง และสีขาวขึ้นกับสายพันธ์) ออกจากเส้นใยไหมเพื่อการเตรียมเส้นใยไหมก่อนที่จำนำมาย้อมสีต่างๆ ซึ่งถ้าหากไม่มีการกำจัดสารดังกล่าวออก หากนำมาย้อมก็จะทำให้เกิดการย้อมติดสีต่างๆได้ยาก โดยจะได้เส้นใยไหมที่ผ่านการลอกกาวจะมีลักษณะสีขาว มันวาว อ่อนนุ่ม สามารถย้อมติดสีต่างๆได้ดี

การลอกกาวไหมสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ
1. การลอกกาวไหมด้วยด่าง โดยการใช้สารเคมีจำพวกด่าง เช่น โซเดียมคาร์บอเนต โซเดียมไฮดรอกไซด์ เป็นต้น
2. การลอกกาวไหมด้วยกรด โดยการใช้สารเคมีจำพวกกรด เช่น กรดซัลฟูริก กรดไฮโดรคลอริก เป็นต้น ซึ่งไม่เป็นที่นิยมเพราะการใช้กรดทำให้เกิดการทำลายเส้นไหมมากกว่าการลอกกาวด้วยด่าง

ณ ที่นี้ ขอกล่า่วถึงการลอกกาวไหมด้วยด่างซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้ทอผ้าไหม

เครื่องมือ อุปกรณ์
1. ภาชนะขนาดความจุ 35 ลิตร ขึ้นไป
2. ไหมดิบ 1 กิโลกรัม
3. สบู่แท้หรือเทียม 150 กรัม ( 5 กรัม/ลิตร)
4. โซดาแอช (Na2CO3) หรือผงด่องไหม 60 กรัม ( 2 กรัม/ลิตร) มีจำหน่ายซองละ 5 บาท
5. ผงกันด่าง (เป็นสาร Wetting agent) 30 กรัม ( 1 กรัม/ลิตร) มีจำหน่ายซองละ 5 บาท 
6. น้ำ 30 ลิตร (อัตราส่วนระหว่างไหมต่อน้า 1:30)

ขั้นตอนการลอกกาวไหม
- เติมน้ำลงหม้อประมาณ 30 ลิตร ใส่สบู่เทียม และด่าง โซดาแอช ตามที่กำหนด
- ต้มน้ำในหม้อย้อม ใหเน้ำร้อนประมาณ 70 องศาเซลเซียส สังเกตุผิวน้ำในหม้อเกิดไอน้ำ
- นำเส้นไหม 1 กิโลกรัม ลงในหม้อ กดไหมให้จมน้ำ จนเส้นไหมมีลักษณะเปียกน้ำ และพองตัว
- ค่อยๆเพิ่มไฟ ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณ 95 องศาเซลเซียส จนถึงเดือด และต้มเส้นไหมนาน 60 นาที
- นำเส้นไหมขึ้นมาวางทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อให้เย็นตัวลง ก่อนนำไปล้างน้าอุ่น 60-70 ประมาณ 2-3 นาที บิดหมาดๆ และกระตุก 2-3 ครั้ง
- นำไปล้างน้ำเย็น 2 ครั้ง ครั้งละ 2-3 นาที บิดหมาดๆ และกระตุก 2-3 ครั้ง
- นำไปตากแห้ง ประมาณ 3-4 วัน

สำหรับกลไกการลอกกาวไหมจะเกิดจากสภาวะของ sericin เมื่อถูกน้ำ และได้รับอุณหภูมิสูงจะเกิดการอ่อนตัว พร้อมกับในสารละลายจะเติมโซดาแอซทำให้เกิดสภาวะเป็นด่าง เกิดการละลายของ sericin ที่เป็นกาวเคลือบเส้นไหมหลุดออก นอกจากนั้นการเติมสารกันด่าง (ภาษาเรียกของชาวบ้าน)หรือสารจำพวก Wetting agent ที่ทำหน้าที่ช่วยนำพาสารละลายแพร่กระจายเข้าสู่ภายในเส้นใยได้ดีทำให้สามารถลอกกาวไหมได้อย่างหมดจด

 

 ซ้าย: ไหมที่ผ่านการลอกกาว 

ขวา: ไหมดิบสีเหลือง

สารละลายน้ำด่างในหม้อต้ม สามารถใช้ได้อีกครั้งด้วยการเติมด่าง และสารกันด่างเพิ่ม โดยไม่ต้องเททิ้ง

การสาวไหม

การสาวไหม คือ  การดึงเส้นใยไหมออกจากรังไหมหลายๆรังในขณะต้มในน้ำร้อนผ่านอุปกรณ์สาวไหม มารวมเป็นเส้นเดียว โดยเส้นใยจะพันกันเป็นเกลียวทำให้เกิดการยึดเกาะของเส้นใยไหมทำให้ได้เส้นใยที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นให้พอเหมาะสำหรับนำมาทอเป็นผืนได้ เส้นไหมที่ได้จึงมีความเหนียว ทนทาน และเลื่อมมันจากการหักแหของแสง ซึ่งไหมที่ได้จะเรียกกันว่า ไหมดิบ มีลักษณะเป็นเส้นไหมสีเหลือง และมันวาว


ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการสาวไหมต้องทำการคัดเลือกรังไหมเสียก่อน โดยการคัดเลือกรังไหมที่เสียออก เพื่อให้ได้เส้นไหม หากมีการสาวไหมโดยมีรังไหมที่เสียมาปะปนด้วยก็จะทำให้เส้นไหมที่ได้ไม่มีความเรียบ สกปรก ไม่เหนียว และขาดบ่อย ซึ่งการคัดแยกรังไหมที่เสียสามารถแบ่งลักษณะได้ดังนี้

1. รังไหมแฝด ที่มีหนอนไหมตั้งแต่ 2 ตัว ขึ้นไปทำรังอยู่ในรังเดียวกัน ซึ่งลักษณะของเส้นใยจะพันกันไม่ได้คุณภาพทำให้ขาดบ่อยขณะสาวไหม
2. รังที่มีรู ที่เกิดจากการเจาะของแมลง รังประเภทนี้ทำให้เกิดการขาดของเส้นใยขณะสาวไหม
3. รังที่มีความสกปรก อาจเกิดจากตัวหนอนไหมเองหรืออาจเกิดจากการปนเปื้อนขณะการเก็บรังไหม ซึ่งรังไหมลักษณะนี้อาจเกิดการขาดได้ง่ายบริเวณเส้นใยที่มีความสกปรก และหาเงื่อนได้ยาก
4. รังไหมที่เบา และบาง เกิดจากตัวหนอนไหมที่เป็นโรคหรืออ่อนแอขณะสร้างรังไหม เมื่อสร้างได้สักระยะหนึ่งก็จะตายภายในรังไหม ทำให้รังไหมบาง และเบา ซึ่งเส้นใยไหมที่ได้จาดรังลักษณะนี้จะสั้น และไม่ได้คุณภาพ
5. รังไหมที่ผิดรูปร่าง อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น หนอนไหมอ่อนแอหรือการสร้างรังติดข้างจ่อ ทำให้รังไหมมีรูปร่างไม่เป็นธรรมชาติ มีความหนาบางแตกต่างกัน ลักษณะรังไหมดังกล่าวมักเกิดการขาดได้ง่ายขณะสาวไหม
6. รังไหมที่บุบ เป็นลักษณะรังไหมที่เกิดจาการกดทับหรือการกระทบกระแทกขณะขนส่งหรือขณะเก็บรักษาทำให้เส้นใยมีการขาดบ่อยขณะสาวไหม
7. รังที่มีเชื้อรา เกิดจากรังที่เก็บในขณะรังยังมีความชื้นอยู่ซึ่งมีสาเหตุมาจากการตากแดดไม่แห้งหรือเปียกน้ำขณะเก็บรักษาจนทำให้เกิดเชื้อรา รังในลักษณะนี้จะทำให้เส้นใยมีการขาดง่ายขณะสาวไหม

วิธีการสาวไหมประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้
1. ตมน้ำรอน 80- 90 °C
2. ใสรังไหมครั้งแรก ให้เต็มหน้าภาชนะ ต้มให้รังไหมร้อนจนพองตัวสักพัก
3. รังไหมที่ต้มแล้วจะมีเส้นใยไหมกระจายออกรอบรังไหม โดยใชแปรงชะรังไหมใหปลายใยหลุด
4. ใชไมคีบหรือไมงามกดใหเสนไหมรวมตัวติดขึ้นมา ดึงขึ้นมาเรื่อย ๆจะไดเสนไหมเปนเกลียว 1 เสนตอรัง ซึ่งพรอมสําหรับการสาวไหมรวบทุกรัง
5. ทำการสาวเสนไหม โดยผานรูไม ผานรอกของเครื่องสาวไหม กองรวมไวในภาชนะ ระวังอย่าให้เส้นไหมพันกัน
6. ตักรังไหมเดิมที่เริ่มบางเมื่อสาวไหมแลวออก และเพิ่มรังไหมใหม่เพิ่มเข้าไป
7. เริ่มหาเงื่อนรังไหม และสาวตอ

เมื่อทำการสาวไหมเสร็จแล้วให้ทำการกรอไหมโดยใช้ระวิงโดยมีเส้นรอบวงประมาณ 150 เซนติเมตร ให้ได้น้ำหนักประมาณ 250 กรัม /ใจไหม หลังจากนั้น นำไปตากแดดให้แห้ง และเก็บเพื่อจำหน่ายเป็นไหมดิบหรือนำไปลอกกาวไหมต่อไป


ผลพลอยได้จากการสาวไหมก็คือ หนอนไหมหรือที่เรียกกันว่า ดักแด้ สามารถนำมาปรุงอาหาร และจำหน่ายได้ ซึ่งให้รสชาติมัน อร่อย เหมือนหนอนดักแด้ทั่วไป

การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม

การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม เริ่มจากการปลูกหม่อนด้วยกิ่งพันธุ์ เพื่อนำใบมาเป็นอาหารของตัวไหม เนื่องจากตัวไหมจะไม่กินอาหารชนิดอื่นนอกจากใบหม่อน ผู้เลี้ยงไหมจึงต้องปลูกหม่อนให้ได้ใบเพียงพอที่จะเลี้ยงในแต่ละครั้ง มิฉะนั้นจะลำบากในการหาใบหม่อนเพิ่ม เนื่องจากตัวไหมในระยะที่โตเต็มที่ก่อนชักใยจะกินอาหารทั้งกลางวัน กลางคืน  

การปลูกหม่อนนิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝนหรือใกล้แหล่งน้ำหรืออาจเป็นพื้นที่ใดๆที่มีระบบให้น้ำได้ สำหรับพันธุ์หม่อนที่นิยมปลูก  ได้แก่ หม่อนน้อย หม่อนสร้อย และหม่อนไผ่ หม่อนนครราชสีมา 60 หม่อนบุรีรัมย์ 60 ซึ่งจะใช้เวลาปลูกประมาณ 4 - 5 เดือน ก็สามารถเก็บใบมาเลี้ยงไหมได้ โดยการเก็บใบอ่อนก่อนถึงยอด 3 – 4 ชั้น หรือโดยการตัดทั้งกิ่ง แต่วิธีนี้ต้องวางแผนการตัดเป็นแปลงๆไปหรือต้องมั่นใจว่ามีปริมาณใบหม่อนที่เพียงพอต่อระยะการเลี้ยงไหมนั้น ไหมที่เลี้ยงกันแต่เดิมเป็นไหมพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเชื่อกันว่าเริ่มต้นจากการเก็บรังไหมธรรมชาติในป่ามาเพาะเลี้ยง  

ไหมพื้นเมืองมีคุณสมบัติที่ดีตรงที่มีความต้านทานโรคสูง และไม่ต้องการการเอาใจใส่มากนัก แต่มีข้อเสีย คือ รังไหมมีปริมาณเส้นใยน้อย ในปัจจุบันจึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ไหมไทยผสมกับไหมต่างประเทศเพื่อให้มีปริมาณเส้นใยสูงขึ้น

ไหมเป็นแมลงจำพวกผีเสื้อ มีวงจรชีวิต 4 ระยะ คือ
 
ระยะที่ 1 ระยะที่เป็นไข่ เป็นช่วงเวลาตั้งแต่แม่ผีเสื้อวางไข่ถึงฟักเป็นตัวอ่อน ใช้เวลาประมาณ 9 – 12 วัน


 ระยะไข่ของผีเสื้อ

ระยะที่ 2 ระยะที่เป็นตัวหนอน ไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอนขนาดเล็กซึ่งสามารถกินอาหารได้เลย ผู้เลี้ยงจะต้องหั่นใบหม่อนอ่อนให้เป็นฝอยโรยบางๆให้กิน ระยะที่เป็นตัวหนอนนี้ไหมจะกินอาหารสลับกับการหยุดนอนเป็นช่วง ประมาณ 4 – 5 ช่วง ใช้เวลาประมาณ 20 – 25 วัน เมื่อได้เวลาตัวหนอนจะเปลี่ยนจากตัวสีขาวเป็นเหลืองใสเรียกว่า ตัวสุก ซึ่งจะไม่กินอาหารอีกต่อไป ผู้เลี้ยงไหมจะเก็บตัวสุกใส่จ่อซึ่งเป็นกระด้งขนาดใหญ่ มีไส้ขดเป็นวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นเพื่อให้ตัวสุกชักใย โดยใช้ผ้าคลุมจ่อไว้อีกทีหนึ่งกันไหมออกนอกจ่อ


 ระยะหนอนไหม กินใบหม่อน

ระยะที่ 3 ระยะดักแด้ ไหมสุกหลังจากเก็บเข้าจ่อจะเริ่มชักใยเพื่อทำรัง ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 วันจะทำรังเสร็จ โดยปกติหากไม่ต้องการคัดเลือกไหมไว้ทำพันธ์ ผู้เลี้ยงจะคัดไหมออกจากจ่อเมื่อทำรังเสร็จแล้ว โดยจะนำรังไหมออกมาผึ่งแดดเพื่อเตรียมนำไปสาวเป็นเส้นใยต่อไป ทั้งนี้หากไม่นำรังไหมออกจากจ่อเพื่อสาวเส้นใย ตัวไหมจะลอกคราบอยู่ในรังกลายเป็นดักแด้ ซึ่งใช้เวลาอีก 7 – 9 วัน ดักแด้จึงจะลอกคราบกลายเป็นผีเสื้อเจาะรังออกมา


 ระยะดักแด้ ฝังตัวในรังไหม

ระยะที่ 4 ระยะที่เป็นผีเสื้อ หลังจากแม่ผีเสื้อใช้น้ำลายซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างละลายใยไหมและเจาะรังออกมาผสมพันธุ์และวางไข่ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะตาย แต่พบว่าบางครั้งอาจมีแม่ผีเสื้อที่มีชีวิตหลังการวางไข่แล้วถึง 10 สัปดาห์
ระยะเป็นผีเสื้อ เจาะออกจากรังไหม